Loading images...

บทวิเคราะห์ : ข้อตกลงการค้าเสรีอียู-อาเซียนกับเงื่อนไขที่เกินกว่าจะยอมรับได้

_mg_9289-2.jpg

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA Watch)
สมาชิก W8 ของอ็อกแฟม (Oxfam W8)

เวลาเขัาตาจน เรามักจะพบการแก้ไขปัญหาแบบเข้าตาจน  บริษัทยาข้ามชาติกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน ซึ่งบังคับให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจ  สิทธิบัตรของยาหลายชนิดที่เคยทำกำไรให้มหาศาลกำลังทะยอยหมดอายุลง  ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่สามารถประดิษฐ์คิดค้นยาชนิดใหม่ๆ ได้อย่างแท้จริง  

การที่สิทธิบัตรหมดอายุลงเรื่อยๆ ทำให้บริษัทข้ามชาติต้องต่อสู้รับมือกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากผู้ผลิตยาต้นทุนต่ำ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยาชื่อสามัญในราคาย่อมเยาว์ให้กับโลกประเทศกำลังพัฒนา 

ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่อุตสาหกรรมยาและสหภาพยุโรปจะฉวยโอกาสใช้การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียน (สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)นี้ เพื่อบีบบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องขยายอายุสิทธิบัตรยาให้ผูกขาดตลาดต่อไปได้เกินกว่า 20 ปี            

ในความเป็นจริง เมื่อปี ค.ศ. 2001 องค์การการค้าโลกและประเทศที่เข้าร่วมทั้งหมด ซึ่งรวมถึงประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปด้วย ได้ลงนามตกลงในปฏิญญาโดฮาเกี่ยวกับข้อตกลงว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา (ข้อตกลงทริปส์) และสาธารณสุข  ในปฏิญญาฉบับดังกล่าว ยืนยันว่ากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา จะต้องไม่ขัดแย้งหรือเป็นอุปสรรคขัดขวางการใช้สิทธิ์ของประเทศต่างๆ ในอันที่จะนำมาตรการคุ้มครองมาใช้เพื่อสนับสนุนและป้องกันปัญหาสาธารณสุข   

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงการค้าเสรีที่สหภาพยุโรปเสนอให้กับกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะละเมิดเจตจำนงของปฏิญญาโดฮา โดยเสนอให้มีข้อกำหนดการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแบบใหม่ที่รู้จักกันในชื่อว่า ”ทริปส์ผนวก” (TRIPs-plus)   

สิ่งแรกที่ข้อเสนอของข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียนต้องการ คือ ความพยายามที่จะยึดระยะเวลาการผูกขาดสิทธิบัตรยาออกไปมากกว่า 20 ปีตามที่ระบุไว้ในข้อตกลงทริปส์  วิธีการคือ การอนุญาตให้บริษัทยาสามารถขยายอายุสิทธิบัตรได้ ถ้าเกิดความล่าช้าใดๆ ก็ตามขึ้นในขั้นตอนการอนุมัติเพื่อการโฆษณาหรือการวางตลาดโดยรัฐ  ด้วยข้อกำหนดเช่นนี้ จะทำให้บริษัทยาสามารถยึดการผูกขาดได้เพิ่มขึ้นอีก 15 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาบที่เกือบจะเท่ากับอายุสิทธิบัตรที่กำหนดไว้แต่เดิม  

ในความเป็นจริง หน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องยาในประเทศต่างๆ เช่นประเทศไทย จำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาและตรวจสอบยาต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ  ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความตั้งใจและความระมัดระวังอย่างมาก  การที่สหภาพยุโรปจะลงโทษปรับให้ประเทศคู่ค้าให้ชดเชยเวลาที่เสียไปกับการตรวจสอบคุณภาพและประสิทธิผลของยาอย่างถี่ถ้วน เท่ากับเป็นการบังคับให้คนยากจนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องจ่ายค่ายาในราคาที่แพงเกินควรนานเพิ่มขึ้นอีก 15 ปี  แต่สำหรับผู้ได้รับเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจแล้ว ประเด็นนี้เป็นเรื่องของความเป็นความตาย 

นอกจากนี้ ในข้อตกลงการค้าเสรีที่เสนอนั้น ยังระบุเรื่อง“การผูกขาดทางข้อมูล” (Data Exclusivity) ไว้ด้วย “การผูกขาดทางข้อมูล” คือ ข้อกำหนดทริปส์ผนวกอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะทำให้บริษัทยามีสิทธิ์ขยายอำนาจผูกขาดตลาดต่อไปได้อีก ไม่ว่ายานั้นจะเป็นยาที่จดสิทธิบัตรไว้หรือไม่ก็ตาม  “การผูกขาดทางข้อมูล” จะให้อำนาจกับบริษัทยาข้ามชาติในอันที่จะควบคุมข้อมูลการทดลองทางคลีนิก (clinical trial data) ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงว่ายาต้นแบบนั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ  โดยทั่วไป บริษัทผลิตยาชื่อสามัญจะใช้ตัวยาสำคัญ (active ingredient) ตัวเดียวกับยาต้นแบบมาผลิต ทั้งนี้ ต่อเมื่อสิทธิบัตรของยาต้นแบบหมดอายุแล้วหรือไม่ได้จดสิทธิบัตรไว้  จากนั้นบริษัทยาชื่อสามัญจะต้องทำการศึกษาชีวสมมูลย์ของยา (bioequivalent study) เพื่อพิสูจน์ว่ายานั้นมีคุณภาพเท่าเทียมกับยาต้นแบบโดยที่ไม่ต้องทำการทดลองทางคลีนิกอีกครั้ง  

“การผูกขาดทางข้อมูล” เป็นการผูกขาดตลาดของยาอีกทางหนึ่ง เพราะจะทำให้บริษัทยาข้ามชาติมีสิทธิ์ที่จะร้องขอให้รัฐบาล (เช่นรัฐบาลไทย) ไม่อนุญาตให้บริษัทยาชื่อสามัญนำข้อมูลการทดลองทางคลีนิกของยาต้นแบบมาอ้างอิงเพื่อขออนุญาตผลิตและจำหน่ายยาชื่อสามัญที่มีคุณภาพที่เท่าเทียมกันได้  ดังนั้น ตราบเท่าที่ระยะเวลาผูกขาดข้อมูลดังกล่าวยังไม่หมดลง ตราบนั้นยาชื่อสามัญก็ไม่อาจผลิตออกมาจำหน่ายได้ ทั้งๆ ที่เป็นยาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลไม่แตกต่างกัน  นอกจากนี้ ระยะเวลาการผูกขาดทางข้อมูลมักจะกินเวลายาวนานกว่าระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรเสียด้วยซ้ำ  เช่นนั้นแล้ว ก็เท่ากับเป็นการขยายอายุสิทธิบัตรของยาไปโดยปริยายและเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยา 

สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นไปอีก คือ “การผูกขาดทางข้อมูล” เป็นการป้องกันไม่ให้ประเทศอาเซียนสามารถนำมาตรการคุ้มครองที่สำคัญ อย่างเช่นการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (compulsory licensing) มาใช้ได้จนกว่าอายุการผูกขาดทางข้อมูลจะหมดลง 

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นและเป็นรูปธรรม คือ การที่รัฐบาลไทยสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อฯ จำนวน 26,000 คนเข้าถึงยาต้านไวรัสฯ สูตรสำรองได้ฟรี  ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (compulsory licensing)  การใช้สิทธิตามสิทธิบัตรนี้ช่วยให้รัฐบาลสามารถนำเข้ายาชื่อสามัญของยาต้านไวรัสฯ สูตรสำรอง ซึ่งมีราคาถูกกว่ายาต้านไวรัสฯ ที่ติดสิทธิบัตรอย่างน้อยร้อยละ 50  ในกรณีนี้ ถ้าไทยลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปโดยที่มีเงื่อนไขเช่นนี้อยู่  ไทยจะไม่สามารถนำมาตราการการใช้ตามสิทธิบัตร (compulsory licensing) มาใช้ได้เลย ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดหนทางที่จะทำให้คนยากจนนับหมื่นมีชีวิตต่อไปได้ลง 

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียนยังได้นำเสนอมาตรการเพิ่มเติมที่จะจำกัดการค้าและการขนส่งยาข้ามประเทศด้วย  มาตรการเช่นนี้ ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องนำมาบังคับใช้ ณ ชายแดนที่มีการขนถ่ายสินค้า  อาจส่งผลให้ยาชื่อสามัญที่ถูกกฎหมายต้องถูกยึดกักกันไว้ที่คลังสินค้าของกรมศุลกากร แทนที่จะขนส่งไปถึงปลายทางเพื่อช่วยชีวิตประชาชน  เราได้ประจักษ์ถึงผลลัพธ์ของมาตรการด้านพรมแดนเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว  เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ยึดยาชื่อสามัญที่ถูกกฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการขนส่งจากอินเดียไปยังบราซิลและไนจีเรียเอาไว้  สิ่งนี้เป็นสัญญาณเตือนแล้วว่ามาตรการด้านพรมแดนเช่นนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการค้ายาชื่อสามัญได้อย่างไร 

ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ไม่อาจยอมรับข้อตกลงการค้าเสรีแบบที่เป็นอยู่เช่นนี้ได้  ข้อตกลงเช่นนี้ชี้ให้เห็นถึงการขาดความสมดุลย์และเป็นการขูดรีดมากเกินไป  อีกทั้งยังไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภค สิทธิของประชาชนในด้านต่างๆ และความจำเป็นเร่งด่วนในด้านงบประมาณ เศรษฐกิจ และการพัฒนาของรัฐบาลในประเทศต่างๆ แม้แต่น้อย  การทำเช่นนี้ถือเป็นการไล่ให้คนยากจนต้องจนตรอกเลือกระหว่างการมียาจำเป็นไว้รักษาชีวิตกับอาหาร ที่อยู่อาศัย หรือ การศึกษา 

ด้วยข้อตกลงทางการค้าเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงเรื่องแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง  ในขณะที่คณะกรรมมาธิการยุโรปต้องการที่จะส่งสินค้าของตนเองออกไปยังประเทศกำลังพัฒนาให้ได้มากที่สุด  ในทางกลับกัน ก็จ้องหาทางปกป้องสนามหลังบ้านของตัวเองเอาไว้  ในขณะเดียวกัน เป็นเวลากว่า 15 เดือนแล้วที่คณะกรรมการยุโรปเองได้ริเริ่ม และปัจจุบันได้ขยายผลการตรวจสอบภาคอุตสาหกรรมยาข้ามชาติ เนื่องจากกรณีที่ขัดขวางไม่ให้ผู้บริโภคในยุโรปสามารถเข้าถึงยาชื่อสามัญได้   

ประชาชนในอาเซียนขอยืนยันหนักแน่นอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ว่า ยาชื่อสามัญมีความจำเป็น แต่ขณะที่ดูเหมือนว่าการเจรจาระดับภูมิภาคจะคืบหน้าต่อไปไม่ได้อยู่นั้น คณะกรรมมาธิการยุโรปกำลังหันมารื้อฟื้นการเจรจาระดับทวิภาคีแทน  นโยบาย “แบ่งแยกแล้วปกครอง” เช่นนี้แสดงให้เห็นว่า คณะกรรมาธิการยุโรปตั้งใจที่จะนำมาตรการแก้ไขแบบจนตรอกมาใช้ในนามของอุตสาหกรรมยาข้ามชาติ โดยไม่สนใจว่าจะจ่ายด้วยอะไรเพื่อแลกมาก็ตาม 

เราคงไม่อาจปฏิเสธผลกระทบที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ และการที่ต้องอาศัยการค้าเพื่อสร้างความเจริญเติบโตและการพัฒนาได้ แต่ถ้าการค้าต้องเสรีแล้วไซร้ การค้านั้นควรจะต้องยุติธรรมด้วยเช่นกัน

แปลโดย นส. ภัสสรพรรณ พลตื้อ (นักศึกษาฝึกงาน)
รูปประกอบโดย นายพีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์

Post a Comment